เป็น ‘ผู้ชาย’ ต้องเดินยังไง ? ร่างกายถึงจะแข็งแรง

ไม่ต้องออกไปวิ่งทุกเช้า เข้าฟิตเนสหนังเลิกงานทุกวัน แต่ก็มีการออกกำลังกายอยู่แบบหนึ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน แต่ไม่เคยรู้ตัว นั่นก็คือ ‘การเดิน‘ นี่เอง ถึงแม้ว่าจะเป็นการเดินแค่ระยะทางสั้นๆ แต่ก็เป็นการออกกำลังกายที่ทำให้เห็นผลต่อสุขภาพได้ดี แต่ !! การเดินของเรานั้นก็มีทั้งรูปแบบที่ถูกและผิด ซึ่งถ้าหากผิดไปแม้แต่นิดเดียวก็อาจส่งผลต่อท่วงท่าและการหายใจ ที่สำคัญ ยังอาจเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายๆ วันนี้ เราก็มีเทคนิคดีๆ มาฝากกันสำหรับคุณผู้ชายที่ชื่นชอบการเดิน ว่าต้องเดินยังไงถึงจะทำให้ร่างกายแข็งแรง

เริ่มต้นจากท่ายืน

ขั้นแรกให้เราปล่อยตัวไปตามสบาย หายใจไปตามสภาวะปกติ ออกเดินให้เงยหน้ามองตรง มองออกไปให้ไกลที่สุด เพราะหากเราเดินก้มหน้าก็อาจทำให้ปวดช่วงคอและหลังได้ ต่อมาก็เป็นลักษณะของการเดิน อย่าพยายมเดินตะแคงเท้า ไม่ว่าจะเป็นตะแคงเข้า หรือตะแคงออก เพราะช่วงข้อเท้าและเข่าอาจจะต้องรับแรงเค้นที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ปวดบริเวณหลังได้เช่นกัน การเดินที่จะทำให้เราสบายที่สุด คือ การเดินแบบเต็มฝ่าเท้า ขณะที่ก้าวให้ยกเท้าขึ้น โดยให้หัวแม่เท้าขึ้นจากพื้นเป็นส่วนสุดท้าย

เมื่อเกิดความผิดปกติจนสังเกตได้ คล้ายกับการยกเท้าออกจากพื้นที่เหนียวเพื่อจะก้าวไปข้างหน้า หากพบว่ายังตะแคงเท้าอยู่ควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา หรืออาจแก้ไขด้วยใช้แผ่นรองที่มีขนาดเท่ากับรองเท้า ส่วนตอนเดินให้ปล่อยทั้งสองเอาไว้อย่างสบายๆ ไม่กำมือจนแน่นและไม่เหวี่ยงแขนเพื่อส่งแรงในขณะที่เดิน แต่หากเป็นการเดินขึ้นเขา ก็แนะนำให้ก้าวสั้นๆ เพื่อเพิ่มแรงส่ง จะทำให้คุณผู้ชายไม่รู้สึกเหนื่อยมาก โดยในบรรดานักกีฬาเดินเร็วนั้น บางคนก็เดินได้เร็วถึง 14 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าการเดินของคนทั่วไปมาก นักกีฬาเหล่านั้นจะใช้วิธีส่ายสะโพกในขณะเดิน เป็นการใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง แขน ไหล่ และก้นเพื่อเพิ่มกำลังในการเดินของตัวเอง แต่การเดินในลักษณะเช่นนี้จะต้องผ่านการฝึกฝนจนชำนาญ หากอยากจะลองดูบ้างก็ควรได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเสียก่อน

ความเร็วในการเดิน

การเดิน ถือว่าเป็นการสร้างให้กล้ามเนื้อและส่วนข้อต่ออยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและพร้อมกับการทำกิจกรรมในแต่ละวัน ส่วนการเดินอย่างช้าๆ ในชนบท หรือการเดินไปเรื่อยๆ ดูของในห้างสรรพสินค้า ตลอดจนการเดินไปทำงาน ก็นับว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งระหว่างนั้นก็แนะนว่าให้ออกกำลังกายประเภทอื่นควบคู่กันไปด้วย อาทิ แอโรบิค หรือปั่นจักรยาน เพื่อให้ปอด หัวใจ และระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดี

สำหรับความเร็วในการเดินนั้น แนะนำให้อยู่ที่ 5 – 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 20 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งก็จะดี แต่หากมีความรู้สึกว่าหนักไปก็ให้เดินเท่าที่ร่างกายของตัวเองไหว

ก่อนการเดินออกกำลังกาย ต้องเตรียมตัวให้พร้อม

  1. ต้องอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย หรือออกเดินเป็นระยะทางไกลๆ
  2. ในการอบอุ่นร่างกายแต่ละครั้ง แนะนำว่าให้มีท่าย่ำอยู่กับที่ เมื่อเริ่มเดินก็ให้ออกเดินช้าๆ เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องไปในตัว จากนั้นจึงค่อยเดินให้เร็วขึ้น
  3. ไม่ควรเดินเร็วจนเกินไป ให้อยู่ในระดับที่พอประมาณ หรืออาจเดินไปคุยไปกับเพื่อนร่วมทางก็ทำได้
  4. ควรชะลอการเดิน หรือหยุดเดินเมื่อมีอาการเสีย
  5. ไม่ควรทิ้งตัวลงนั่งทันทีหลังจากที่เดินมาเหนื่อยๆ หรือเดินมาเป็นระยะทางไกลๆ อาจยืนสักพักเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายและเย็นลงก่อน
  6. ไม่แนะนำให้เดินในระยะทางไกลเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ไหวใสช่วงแรก หรือไม่ควรเพิ่มระยะเร็วเกินไป โดยต้องค่อยๆ เพิ่มเดินให้นานขึ้นและค่อยๆ เร็วขึ้นจะดีที่สุด